ฉันอยากจะบอกว่า ภาษาอังกฤษไม่จำเป็นสำหรับทุกคน หรือคุณ หรือฉัน
ถ้าคุณไม่ได้คิดว่าจะคบหากับคนต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ที่อยู่ในประเทศเรา หรือที่ไหนในโลก โดยเฉพาะถ้าคุณไม่ได้คาดหวัง หรือตั้งเป้าว่าจะทำงานในบริษัท หรือองค์กรที่ใช้ภาษาอังกฤษในการทำธุรกิจ หรือตราบที่คุณพอใจกับไกด์พูดภาษาไทยยามไปทัวร์ต่างประเทศ หรือตราบเท่าที่ลูกเขยยังรักลูกสาวอยู่ แม้ว่าคุณกับเขาจะสื่อสารกันไม่ได้ ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องใส่ใจ หรือกังวล
ในอีกแง่มุมนึง ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ คือ โอกาสทางรายได้ ทั้งที่เป็นงานอย่างที่เราเห็นๆกันอยู่ หรือเพื่อการหาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า
ฉันเชื่อว่่า คนไทยอาจจะเป็นชาติเดียวในโลก หมายรวมทั้งจักรวาลถ้ามันมีสิ่งมีชีวิตตัวเขียวๆอยู่จริง ที่มองว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ คือ คนเก่ง หรือเรียนเก่ง ทำนองเดียวกับที่มองว่าคนเรียนหมอ คือ คนเก่ง หรือหมอทุกคนเก่ง
มันอาจจะเป็นเพราะว่า สังคมไทยตั้งแต่ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง เราไม่เคยยอมรับนับถือคนที่พูดเก่ง หรือใช้ภาษาไทยดีเหมือนที่บรรพบุรุษของเราเคยกระทำ เพราะสมัยพระเจ้าเหานั้น คุณสามารถได้รับการอุปถัมภ์ มีงานทำ และมีบ้านคุ้มกะลาหัวได้หากมีวาทศิลป์ หรือเป็นคนที่มีสามารถในเชิงฉันท์กาพย์กลอน ซึ่งอาจจะหามาได้จากการบวชเรียน หรือครูพักลักจำ หากมีพรสวรรค์ และหัวไว ชีวิตก็อาจพลิกผลันเจริญก้าวหน้าได้
นี่ไม่นับบรรดากวีเอก หรือโท ที่มีมากในหมู่ผู้ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ หรือบุตรหลานของคนชั้นสูงที่เข้าถึงกาีรศึกษาได้ง่ายกว่าไพร่ หรือทาส
จนเราได้ยินคำโบราณที่มักจะชมคนหนุ่มที่มีอนาคตว่า "ช่างเจรจา" หรือ "เจ้าบทเจ้ากลอนใช้ได้ทีเดียว"
ในยุคโบราณนั้น ผู้ที่มีทักษะ และพรสวรรค์ในด้านภาษา ทั้งการร้องเห่ หรือการประพันธ์ เป็นที่นิยม ชื่นชม และเป็นที่กล่าวขวัญ อาจจะด้วยว่าความบันเทิงในสมัยก่อนนั้นจำกัดอยู่ที่ความสามารถเฉพาะบุคคล ซึ่งถ้าเป็นคนที่บุคลิกเป็นที่น่ารักด้วยแล้วก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีวาสนาทีเดียว
การเรียน หรือการรู้ภาษาต่างชาติแต่ไหนแต่ไรมาแล้วเป็นการเรียนเพื่อวัตถุประสงค์แคบๆ คือ เพื่อรู้เท่าทันฝรั่ง และศึกษาวิทยาการความรู้ใหม่ๆที่ประเทศเรายังล้าหลังอยู่
การรู้และใช้ภาษาต่างประเทศได้จึงเป็นคุณสมบัติ หรือเป็นสิ่งที่จำกัดอยู่กับผู้ที่ได้รับการคัดสรรว่าเฉลียวฉลาด และเหมาะสมที่จะเป็นผู้ที่ไปศึกษา และกอบโกยความรู้โพ้นทะเล เพื่อมาถ่ายทอดต่อคนหมู่มากในเวลาต่อมา
ในทำนองเดียวกันกับการเพิ่มปริมาณของผู้ชำนาญเรื่อง การประพันธ์ ในอดีต ที่เริ่มจะถูกมองว่าคร่ำครึ หรือไม่เข้ากับสังคมที่กำลังถูกปรับ ถูกบิด ถูกดันให้เปิดต่อกระแสตะวันตกที่เข้ามากลบและลบอิทธิพลของอารยธรรมตะวันออกที่แต่ไหนแต่ไรแล้วเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตแบบไทยๆ
คนไทยกลุ่มแรกๆ ที่ได้มีโอกาสเรียนภาษาต่างประเทศจนถึงขั้นเจรจาความได้ในหลายระดับนั้นจึงจำกัด และเริ่มจากผู้ที่มีความใกล้ชิดทั้งทางสายเลือด หรือเครือญาติกับผู้ปกครอง ขุนนาง ชนชั้นผู้ดี ข้าราชการที่ปราดเปรื่อง และบุตรหลานของเศรษฐีใหม่
เหมารวมว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ และมีความพร้อมทางการเงินโดยทางตรง และทางอ้อม (ทุนเล่าเรียนหลวง หรือทุนรัฐบาล) ในการที่จะสืบต่อภารกิจของการเป็นล่ามเพื่อถ่ายทอดความรู้ทางด้านวิทยการต่างๆ
ผู้ที่ใช้ภาษาต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คือ ภาษาอังกฤษนั้นจึงมีสถานะทางสังคมที่อยู่เหนือผู้ที่มีการศึกษาโดยปกติทั่วไปอยู่มากพอสมควร
วลีที่คนสมัยนี้จะได้ยินจากละครโทรทัศน์ที่สะท้อนแนวคิดทางสังคมนี้ เช่น "ไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนา" หรือ "จบมาจากเมืองฝรั่ง" ซึ่งเป็นคำกล่าวที่สะท้อนถึงความชื่นชมมากพอๆกับความยำเกรง และความไม่เข้าใจไปพร้อมกัน
ปัจจุบันนี้ การไปเรียนต่อต่างประเทศกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชนชั้นนำ และผู้มีอันจะกินในเมืองใหญ่ หรืออำเภอโนเนมเกือบจะทั่วประเทศ
ในระหว่างการทำงานกับองค์กรของต่างชาติช่วงหนึ่ง ฉันอดจะแปลกใจไม่ได้ว่า บุตรหลานของคนที่มีฐานะร่ำรวยในจังหวัดที่เราไม่คุ้นเคยนั้นน่าจะไปเรียนต่างประเทศกันในอัตราที่สูงมากกว่าที่ผมเคยรู้ หรือคาดเดาไว้
จะด้วยการยอมรับในคุณภาพการศึกษา ค่านิยม หรือเป็นเรื่องการแสดงออกซึ่งฐานะก็เหลือจะเดา แต่ฉันก็เชื่อว่าส่วนใหญ่แล้ว ผลลัพธ์นั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวม
แม้ในหมู่ข้าราชการ หรือลูกจ้างเอกชน ที่ได้รับทุน หรือโอกาสในการไปทำงานในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็ต้องถือว่านอกจากจะเป็นผู้ที่มีสติปัญญาดีกว่าคนอื่นแล้ว ยังต้องมีทักษะในภาษาต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี
เป็นที่ทราบกันดีว่า โดยทั่วไปแล้ว คนที่มีทักษะในภาษาต่างชาติ หรือภาษาอังกฤษนั้นมีโอกาสที่จะหางานทำได้ง่ายกว่า และได้ค่าจ้างที่น่าพอใจทีเดียว แม้ว่าถ้าเราเข้าไปคลุกคลีใกล้ชิดแล้วจะพบว่า คนไทยที่มีทักษะในการใช้ภาษาต่างประเทศที่ได้มาตรฐานสากลนั้นยังมีอยู่ในจำนวนน้อย
คนไทยในวัยทำงานที่มีทักษะทางภาษาอังกฤษสูงรวมกันทั้งประเทศ (กรุณาอย่าคำนวณจากจำนวนนักศึกษาไทยที่ไปเรียนต่างประเทศในแต่ละปี ด้วยมีเหตุปัจจัยอื่นที่ไม่สามารถเหมาเข่งได้ว่าทั้งหมดมีทักษะทางภาษาที่ได้มาตรฐาน) น่าจะอยู่ในจำนวนที่ไม่มากเท่าสิงคโปร์ที่น่าจะมีแรงงานกลุ่มดังกล่าวไม่น่าจะน้อยกว่าหนึ่งล้านคน
ทั้งนี้เราต้องตระหนักว่า การศึกษาเพื่อใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน หรือการทำงานถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับคนส่วนใหญ่
การที่จะพัฒนาทักษะในการใช้ภาษา (ในที่นี้ คือ ภาษาอังกฤษ) จนคล่องแคล่ว ทั้งอ่าน พูด และเขียนนั้นเกิดจากปัจจัยหลายประการ
ในกรณีของคนไทยหมู่มากที่ไม่มีทั้งโอกาส และทุนรอน อาจะใช้เวลานับ 10 ปี หรือมากกว่า ด้วยการเรียนรู้ที่ผ่านมานั้นไม่มีประสิทธิภาพ และเป็นอุปสรรคอย่างน้อยในระยะแรกๆในการพัฒนาทักษะในการใช้ภาษาที่ถูกกับบริบท และกาลเทศะ